ข้อสรุปของ Ozark Season 4 Part 2

ข้อสรุปของ Ozark Season 4 Part 2 ยอดเยี่ยมซีรีส์สุดเข้มข้นที่สมัย

Ozark Season 4 Part 2 ช่วงหลังของซีรีส์สุดเข้มข้นที่ดำเนินมายาวกว่า 5 ปี 4 ฤดูกาล ได้ปิดม่านลงแล้ว กับความเข้มข้น ลุ้นระทึก บีบคั้น คาดการณ์มิได้ และก็รับรองได้ว่าเป็นอีกหนึ่งยอดเยี่ยมผลงานบน Netflix ที่ควรมองให้ได้จริงๆถ้าหากถูกใจแนวนี้

จากจุดเล็กๆจนถึงแย่ลงกว่าเดิม ขยายเรื่องราวต่อยอดจากครอบครัวเบิร์ด ที่จำเป็นต้องฟอกเงินให้แก๊งค์ค้ายาและก็หาทางเอาตนเองออกมา กับการสู้ทนของคนภายในชุมชนและก็เครือญาติแลงมัวร์ ค่อนข้างจะน่าตกใจเช่นเดียวกันที่การเดินทางของทุกนักแสดงในซีรีส์เรื่องเลิศนี้ได้มาถึงจุดจบของมันแล้ว

ตอนแรกซีรีส์ประเด็นนี้ถูกเอามาเปรียบเทียบกับซีรีส์ขึ้นหิ้งอย่าง Breaking Bad ว่าจะคืออะไร ดีมากยิ่งกว่าหรือห่วยแตกกว่า เนื่องจากเค้าโครงเรื่องคล้ายคลึงกันมากมาย จากคุณครูสอนเคมีไปปรุงยาเสพติด กับพนักงานที่ทำหน้าที่ด้านการบัญชีจำเป็นต้องฟอกเงินให้แก๊งค์สารเสพติดชาวเม็กซิโก แต่ว่ามันก็พิสูจน์ให้มองเห็นแล้วว่าแต่ว่าละเรื่องมีทางของตนอย่างแจ่มแจ้งมากมายกระทั่งยากที่จะเปรียบเทียบกันได้ ด้วยเหตุว่ามันเป็นยอดเยี่ยมผลงานซีรีส์ทั้งสองจริงๆประกันด้วยรางวัลมาก อีกทั้งดาราหนังแล้วก็ผู้กำกับที่ได้รับจากเรื่องโอซาร์ก

วิจารณ์หนังดัง

ตั้งแต่ฤดูกาลแรกนั้น พวกเราจะมองเห็นสองครอบครัวที่ค่อนจะผุๆพังทลายๆแม้กระนั้นอยู่คนละชนชั้น ราวกับป็ฟ้าพสะท้อนของชีวิตจริง อย่างครอบครัวเบิร์ดเป็นคนชนชั้นกลางที่อุตสาหะดิ้นรนเอาชีวิตรอด ในเวลาเดียวกันก็จำต้องเพียรพยายามดึงครอบครัวให้มั่นคงรุ่งเรืองแล้วก็ก้าวผ่านปัญหาไปให้ได้ อีกด้านหนึ่งเป็นครอบครัวแลงมัวร์ อยู่บ้านรถพ่วงทรุดโทรมๆข้างทะเลสาบ บากบั่นหาทางดิ้นรน หาทางเอาชีวิตรอดตามวิถีคนชนชั้นแรงงาน และก็รักษาครอบครัวของพวกเขาเอาไว้ แต่ว่าทั้งคู่ครอบครัวที่เสมือนจะต่าง แต่มีอะไรคล้ายกันนี้จำเป็นต้องมาร่วมมือกัน มันเลยกำเนิดเป็นความเพลิดเพลินแล้วก็จลาจลในแบบที่พวกเราเดามิได้

ความเดามิได้ในประเด็นนี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนติดพัน ต้องการจะมองหัวข้อนี้ต่อว่าต่อขานมันจะจบอย่างไร ดำเนินไปแนวทางไหน ด้วยเหตุว่าทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่พวกเราคิดตามไปกับเรื่อง มันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลาแบบไม่ให้ทันตั้งตัว คนนี้จะทรยศคนนู้น หรือคนนั้นจู่ๆกำเนิดบ้าขึ้นมาเลยเอาปืนยิงนักแสดงสำคัญเฉยกระทั่งกำเนิดเป็นเรื่องแล้วก็ปัญหาใหม่ ที่ทำให้ครอบครัวเบิร์ดจะต้องรอตามล้างตามถู ในสิ่งที่พวกเขาก่อไว้และไม่ได้ก่ออยู่เรื่อยๆ

สิ่งที่เป็นข้อดีรวมทั้งทำให้ซีรีส์หัวข้อนี้เป็นมาสเตอร์พีชได้ นอกเหนือจากบท ก็คือเหล่าผู้แสดงต่างๆที่มีความก้าวหน้าแล้วก็เสมือนเป็นภาพสะท้อนของคนดูเหมือนจะทุกแบบ มันเลยทำให้ทุกๆส่วนของซีรีส์ พวกเราสามารถที่จะอิน และก็ร่วมรู้สึกไปกับพวกเขาได้ง่ายสุดๆ แล้วก็การวิวัฒนาการของแต่ละคนก็น่าดึงดูดมากมาย ด้วยเหตุว่าดาราหนังหลักอย่าง Jason Bateman ที่นั่งแท่นทั้งยังผู้กำกับรวมทั้งดารานำเองก็ได้รับทั้งยังรางวัลเอมมี่ สาขาดาราชายแล้วก็สาขาผู้กำกับจากหัวข้อนี้ และก็ laura linney ที่เป็นเมียก็เป็นดาราหนังระดับลูกโลกทอง การแสดงมันเลยสื่อถึงผู้แสดงที่มีมากมายมิติออกมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากระเบิดอารมณ์ต่างๆในฤดูกาลสุดท้ายจำเป็นต้องบอกเลยว่าทำให้เกิดความรู้สึกขนลุกจริงๆ

เพราะเหตุว่าทุกการพัฒนาผู้แสดงหลัก ถ้าเกิดเปรียบเทียบกับ breaking bad ก็จะแปลงจากดีเป็นเบาๆต่ำช้า กลับกันซีรีส์ประเด็นนี้จะปรับปรุงผู้แสดงไปในอีกต้นแบบหนึ่ง เป็นเป็นผู้ที่สีเทาๆอยู่กึ่งกลาง ประพฤติดีด้วยถ้าเกิดตนเองได้ประโยชน์อยู่แล้ว มันจะมิได้แปรไปอย่างสิ้นเชิงจากที่มองเห็นตั้งแต่ฤดูกาลแรกจนกระทั่งมาฤดูกาลในที่สุด มันเสมือนเป็นการเผยส่วนลึกในจิตใจลึกๆของนักแสดงออกมาครั้งละเปลาะมากยิ่งกว่า ด้วยเหตุว่าการประสบพบปัญหาแต่ละครั้งในประเด็นนี้นั้น เป็นการนำเอาผลลัพท์ที่ดี ที่บางครั้งก็อาจจะสร้างอีกปัญหา มาโปะกองทับถมกันไปเรื่อยรวมทั้งทุกปัญหาในหัวข้อนี้มันก็เสี่ยงรวมทั้งบีบคั้น ไม่ทราบเลยว่าผู้แสดงไหนจะอยู่หรือตาย แปลงเป็นคนท้ายที่สุดซึ่งสามารถรอดพ้นจากเรื่องราว การฆาตกรรม อาชญากรรม ความปั่นป่วนเหล่านี้ไปได้

ในพาร์ทในที่สุดของฤดูกาล 4 เรื่องราวบีบคั้นกว่าที่ผ่านๆมา ด้วยเหตุว่ามันเป็นช่วงๆในที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นปัญหาต่างๆที่ประเดยัดเยียดเข้าไปจะถั่งโถมทุกนักแสดงไม่หยุด จนถึงเกือบจะมิได้พักหายใจ แล้วก็มีการนำผู้แสดงเก่าๆกลับมามีหน้าที่อีกรอบ อารมณ์ดังมิได้พบเพื่อนเก่าที่พบกันมานาน แต่ว่าจะมาดีหรือมาร้ายอาจจำเป็นต้องไปลุ้นกันเอาเอง