จัดหลักสูตร Top X Executive Program ติดปีก SME ไทยสู่เวทีโลก

EXIM Bank จับมือพันธมิตรจัดหลักสูตร Top X Executive Program ติดปีก SME ไทยสู่เวทีโลก

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “Top X Executive Program” หลักสูตรระยะสั้นสำหรับเจ้าของกิจการและผู้บริหาร เพื่อการพัฒนาและต่อยอดธุรกิจเพื่อการส่งออก รุ่นที่ 1 พร้อมปาฐกถาพิเศษ “Export Opportunity for the Next Normal” โดยระบุว่า มีความยินดีที่ทั้ง 5 องค์กร ซึ่งประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) และมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกันสร้างนักธุรกิจแนวหน้าใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการจัดให้มีหลักสูตร Top X Executive Program ขึ้น

ทั้งนี้ มุ่งหวังว่าหลักสูตรดังกล่าวจะช่วยต่อยอดให้ผู้ประกอบการ และเจ้าของธุรกิจ ได้นำไปใช้เป็นประโยชน์เพื่อการทำธุรกิจการค้า การลงทุนระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี และร่วมเป็นแรงขับเคลื่อนภาคการส่งออกของไทย ให้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งในปีนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ราว 3-3.5% ขณะที่คาดว่ามูลค่าการส่งออกปีนี้จะเติบโตได้ 8% จากในช่วง 8 เดือนแรก ที่เฉลี่ยเติบโตแล้ว 11%

“ประเทศไทย มี SME ในระบบประมาณ 3 ล้านราย แต่มี SME ที่เป็นผู้ส่งออกไม่ถึง 1% ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ที่ส่งสินค้าและไปลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ SME ได้ออกไปตปท. ซึ่งเห็นว่า EXIM BANK ก็มีหลักสูตรอบรมอยู่แล้ว ทำอย่างไรจะพัฒนาให้เป็นหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร เพื่อจะได้ขับเคลื่อนและปฏิบัติจริง สามารถยกระดับให้ผู้บริหาร ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในประเทศได้มีโอกาส และกล้าออกไปทำธุรกิจ ลงทุนในต่างประเทศ” รมว.คลัง กล่าว

ทันโลกข่าวต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจในระยะ Next Normal ต่อจากนี้ มีสิ่งที่ต้องเผชิญในอนาคต 7 เรื่อง คือ 1. Digital Economy ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงระยะ 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการติดต่อระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และภาครัฐกับประชาชนให้มากขึ้น ในการทำมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ลดต้นทุน

2. Green Technology การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดการปล่อยมลพิษ 3. ปัญหา Supply Chain Disruption โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 4. ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

5. ความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งต้องคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยงเมื่อจะออกไปลงทุนหรือทำการค้าระหว่างประเทศ 6. ความมั่นคงทางด้านอาหาร หลังสถานการณ์โควิดที่หลายประเทศเผชิญภาวะขาดแคลนอาหาร จากปัญหาปริมาณการผลิตลดลง และปัญหาด้านโลจิสติกส์ และ 7. การคำนึงถึงเรื่องสุขภาพและอนามัย

รมว.คลัง กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังคงเน้นค้าขายภายในประเทศและแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก ขณะที่โอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจยังมีอยู่อีกมากในตลาดโลกที่มีประชากรรวมกันกว่า 7,000 ล้านคน ประกอบกับการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัลปัจจุบันทำให้การค้าออนไลน์ทำได้สะดวกขึ้น โอกาสที่จะเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศมีมากขึ้น แต่การสร้างและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกต้องอาศัยความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ เงินทุน และเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนไทยต้องร่วมมือกันเสริมสร้างและต่อยอดให้ธุรกิจไทยมีความพร้อมที่จะรุกหรือครองตลาดการค้าโลกได้อย่างมั่นคงในระยะยาว นำมาซึ่งรายได้ของประชาชนอย่างทั่วถึงและการพัฒนาประเทศไทยในมิติต่าง ๆ อย่างยั่งยืน รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Economy) เตรียมพร้อมประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ประชาชนทุกภาคส่วนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้านนายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นก้าวแรกของการสานพลังระหว่าง EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังกับพันธมิตรภาคเอกชนที่สำคัญระดับประเทศและสถาบันการศึกษา เพื่อค้นหาผู้ประกอบการไทยที่มีความพร้อมจะก้าวต่อไปเป็นนักรบเศรษฐกิจไทยในเวทีการค้าโลก เพื่อร่วมกันระดมสมอง แลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ใหม่ที่ทันโลกและปฏิบัติได้จริงในโลกธุรกิจยุค Next Normal

จากนั้นจะมีการพบปะพูดคุยและจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการในต่างประเทศ อาทิ ตลาดเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ไทยมีความคุ้นเคยและเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง รวมทั้งมีนโยบายส่งเสริมการค้าเสรีและเศรษฐกิจ BCG เพื่อให้ผู้เข้าอบรมหลักสูตรได้เรียนรู้กลยุทธ์การปรับโมเดลธุรกิจเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทย โดย EXIM BANK พร้อมสนับสนุนเครื่องมือทางการเงินอย่างครบวงจร ตั้งแต่เงินทุนหมุนเวียนไปจนถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

“หลักสูตร TOP X Executive Program จึงถือเป็นปรากฏการณ์ของการรวมพลังเพื่อสร้างกองทัพนักรบเศรษฐกิจไทยที่พร้อมก้าวไปสู่โลกอนาคตอย่างมั่นใจ เพื่อฟันฝ่าความท้าทายและเข้าถึงโอกาสทองสำหรับผู้ที่ปรับตัวได้และแข็งแกร่งเพียงพอที่จะดำรงอยู่และสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้แก่องค์กรและประเทศชาติ” นายรักษ์ กล่าว

พร้อมระบุว่า นอกจากจำนวนผู้ส่งออกและมูลค่าการค้าระหว่างประเทศที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการอบรมครั้งนี้ ผลลัพธ์ของโครงการยังได้แก่ องค์ความรู้และกูรูในโลกธุรกิจที่จะเป็นพี่เลี้ยงผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ๆ ให้มีความพร้อมที่จะเริ่มต้นและขยายธุรกิจระหว่างประเทศได้มากขึ้น มีภูมิต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา มีธุรกิจเกิดใหม่ใน Supply Chain การส่งออกไทยที่เชื่อมโยงกับการส่งออกของโลก รวมถึงสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พาณิชยนาวี โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ หลักสูตร Top X Executive Program รุ่นที่ 1 เป็นหลักสูตรระยะสั้นสำหรับเจ้าของกิจการและผู้บริหารเพื่อพัฒนาและต่อยอดธุรกิจตลอด Value Chain ของภาคการส่งออก ผ่านรูปแบบการอบรมแบบ On-site ร่วมกับ Business Trip ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้อบรมได้รับความรู้ที่ทันสมัยในการบริหารธุรกิจ มีแนวคิดและกลยุทธ์ในการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศอย่างครบวงจร มีความรู้เกี่ยวกับระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ได้รับประสบการณ์จากการศึกษาดูงานในประเทศและต่างประเทศ ขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)

โดย EXIM BANK จะทำงานร่วมกับทีมประเทศไทยนำพาผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดโลกยุค Next Normal ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ รุกตลาดใหม่ โดยเฉพาะ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่ง EXIM BANK มีสำนักงานผู้แทนใน CLMV พร้อมสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจกับสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและพันธมิตร สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประชาคมโลกโดยรวม