Benedetta แม่ชี ดิลโด และสุดยอดนิพาน โดย ก้อง ฤทธิ์ดี

Benedetta แม่ชี ดิลโด หนัง “แม่ชีเลสเบียน” ที่ “โชว์เรือนร่างผู้หญิงอย่างโจ๋งครึ่ม” และสุดยอดนิพาน โดย ก้อง ฤทธิ์ดี

หนัง “แม่ชีเลสเบียน” ที่ “โชว์เรือนร่างผู้หญิงอย่างโจ๋งครึ่ม” นี่น่าจะเป็นคำอธิบายภาพยนตร์เรื่อง หนังมาใหม่ Benedetta ที่เรามักได้ยินในรีวิวต่างๆตั้งแต่หนังออกฉายที่เทศกาลเมืองคานส์เมื่อปีกลาย และก็เข้าโรงฉายในไทยเมื่อต้นปี แล้วก็ในเวลานี้สามารถดูได้ใน Netflix (แบบไม่ตัดทอนใดๆเผื่อสงสัย) นับเป็นโอกาสดีที่จะได้พูดคุยกันถึงหนังอื้อฉาวเรื่องนี้อีกสักหนึ่งครั้ง

ที่ตามเพจหนังมากมายอธิบายว่า Benedetta เป็น “หนังแม่ชีเลสเบียนโชว์ผู้หญิงมีอะไรกัน” ก็ไม่ผิดจากเรื่องจริง แต่ว่าในขณะเดียวกัน มันเป็นคำอธิบายหนังที่ช่างตีหัวเข้าบ้าน ขี้เกียจ และละเลยองค์ประกอบและก็ความตั้งใจอื่นๆของคนทำหนัง รวมทั้งพลาดโอกาสสำหรับการพิจารณาถึงประเด็นต่างๆที่อ้าซ่าอยู่ในหนังมากไปกว่าเรือนร่างของนักแสดงสาวทั้งสอง

Benedetta เป็นหนังของผู้กำกับ พอล เวอร์โฮเว่น ที่ท้าทายคนดูและเซ็นเซอร์มาตั้งแต่หลายสิบปีก่อนด้วยหนังอย่าง Basic Instinct รวมทั้ง Showgirl และก็ล้อเลียนความบ้าอำนาจทางทหารด้วยหนังอย่าง Starship Troopers รวมทั้งยังเคยทำหนังไซไฟ The Hollow Man แล้วก็หนังสงคราม Black Book ก่อนหน้า Benedetta เวอร์โฮเว่นทำหนังที่น่าจะดีที่สุดในชีวิตเรื่อง Elle อันว่าด้วยผู้หญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราแล้วก็ปฏิกริยาอันแปลกประหลาดน่าฉงนของเธอที่เกิดขึ้นตามมา จะสังเกตได้ว่าหนังส่วนใหญ่ของเวอร์โฮเว่น เกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่ท้าทายกรอบคิดของสังคมว่าด้วยเรื่องเพศรวมทั้งบทบาทชาย-หญิง ทั้งในด้านอารมณ์และก็ร่างกาย หนังของเขามักมีฉากวาบหวิวโป๊เปลือยของผู้หญิง ทั้งๆที่ใช้ภาษาหนังแบบหนังโป๊ (คือถ่ายฉากโป๊เพื่อทำให้เกิดอารมณ์) รวมทั้งทั้งที่กำกวมในความตั้งใจ จนกระทั่งบางคนอาจจะมองว่าฉากโป๊ของเวอร์โฮเวนเป็นการโป๊แบบมอบอำนาจให้ผู้หญิงสำหรับการตัดสินใจเรือนร่างและก็ชาตะชีวิตของตัวเอง – ประเด็นเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันในหมู่คนที่ศึกษาหนังของเขามาตลอด

หนังใหม่2022

Benedetta เข้าสูตรที่ว่าเป๊ะ หนังเป็นเรื่องของแม่ชีชื่อ เบเนเดตตา (เวอร์จินี เอฟฟิรา) ในสำนักคอนแวนต์ในเมืองเปชชาของอิตาลีในศตวรรษที่ 17 เบเนเดตตาเคร่งศาสนาแล้วก็มั่นใจว่าเธอเป็น “เจ้าสาวของพระเยซู” หมายถึงการปวารณาตัวตนให้กับพระเจ้า (แม้ว่าคำว่า “เจ้าสาว” จะส่อนัยทางเพศอยู่เต็มๆ) เหตุการณ์มาพลิกผันเมื่อวันหนึ่ง หญิงสาวชื่อบาโตโลเมีย (ดาฟเนอ พากาเทีย) ขอเข้ามาพึ่งใบบุญในสำนักคอนแวนต์ ไม่นานจากนั้น เบเนเดตตารวมทั้งบาโตโลเมีย เกิดชอบพอกันและเร่งเร้าแรงเสน่หาซึ่งกันและกันจนกระทั่งเล่นเอาผ้าคลุมแม่ชีกระเจิง เลยเถิดไปถึงมีมีสัมพันธ์ทางเพศ แล้วก็นำไปสู่ฉากที่หวาดเสียวและก็ยั่วล้อศาสนาคริสต์อย่างไม่อายฟ้าดิน คือกระบวนการทำดิลโดไม้จากรูปปั้นพระแม่มารี เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมบนเตียงของนางชี

ทั้งหมดนี้คือสไตล์ของผู้กำกับเวอร์โฮเว่น (ที่ตอนนี้อายุ 80 แล้ว) ที่ใช้ความเปิดเผย จะแจ้ง ไม่มีเขินไม่มีอ้อม ทั้งในการโชว์เนื้อหนังมังสา ฉากเซ็กส์อันดุเดือด เพื่อตั้งคำถามแล้วก็ท้าทายศูนย์รวมอำนาจ ซึ่งในที่นี้คือศาสนาคริสต์รวมทั้งการครอบครองจิตใจและก็ร่างกายมุนษย์ของศาสนจักร Benedetta เป็นหนังที่อีกทั้งต้องการล้อเลียนรวมทั้งเปิดเผยลักษณะมือถือสากปากถือศีลของศาสนา แล้วก็อีกทั้งหลงใหลในภาพลักษณ์ของศาสนาคริสต์ไปพร้อมๆกัน (เช่นไม้กางเขน ภาพพระเยซู ชุดแม่ชี ฯลฯ) เวอร์โฮเว่นไม่ได้ “เกลียด” ศาสนา แต่ว่ารู้จักศาสานาและก็คิดถึงมันมากพอที่จะกล้าตั้งคำถามสุดโหด ด้วยวิธีการที่ไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม – เหมือนกับที่เขาทำมาตลอดในหนังแทบทุกเรื่อง

สิ่งที่หนังพยายามจะบอกคือ ความสุขสุดยอดทางผัสสะอันมาจากเซ็กส์ บางครั้งอาจจะไม่ต่างอะไรจากความสุขสุดยอดสำหรับการเข้าถึงนิพพาน หรือเข้าถึงพระเจ้า อย่างที่เบเนเดตตาคิดว่าเธอทำได้เมื่อเธอมองเห็นนิมิตพระเยซู

เรื่องราวในหนังมีมากกว่านั้น เบเนเดตตาขัดแย้งกับคุณแม่อธิการ นำไปสู่การมีคนตายอย่างสยดสยอง และก็การที่บิชอปตำแหน่งสูงจะต้องเดินทางมาที่เมืองนี้เพื่อจัดการปัญหา หนังไม่ได้บอกเพียงแค่เรื่องแม่ชีเลสเบียน แต่ว่าพูดถึงการกดขี่ผู้หญิงโดยระบบของศานจักร การใช้ความเชื่อรวมทั้งข้ออ้างความศรัทธาเพื่อทำร้ายคนที่แหกกฎเกณฑ์รวมทั้งท้าทายอำนาจ

คนที่เกลียดหนัง Benedetta หรือไม่ชอบหน้าเวอร์โฮเวน สามารถให้เหตุผลได้ง่ายๆเลยว่า หนังเพียง “เสแสร้งว่า” ต้องการเรียกร้องความเทียมทางเพศให้ผู้หญิงรวมทั้งแม่ชี แต่ว่าเอาเข้าจริงกับมีฉากเซ็กส์ที่ขายเรือนร่างและเติมจินตนาการแบบผู้ชายที่ต้องการดูหนังโป๊ เอาง่ายๆคือเรียกร้องเรียกประเด็นพลังหญิงโดยทำให้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศไปพร้อมๆกัน ประมาณว่าเวอร์โฮเวนก็เป็นพวกมือถือสากปากถือศีลพอๆกับคนที่เขาว่านั่นเอง ประเด็นคำวิจารณ์นี้เวอร์โฮเว่นรู้และถูกด่ามาชั่วชีวิตการทำหนัง โดยเฉพาะตอนทำหนังเรื่อง Elle ที่เขาเล่นประเด็นแรงมากเรื่องการข่มขืน ในสมัยที่กระแส #Metoo และการเรียกร้องการปฏิบัติอย่างเสมอภาคทางเพศเป็นวาระของโลกสมัยใหม่ แต่ว่าเขาไม่แคร์ ไม่สนใจ และไม่เคยถอยหลังจากวิธีการทำหนังที่สุ่มเสียง ล่อเป้า และข้ามเส้นไปมาระหว่างการฉกฉวยผลประโยชน์ (เช่นการแสดงฉากเซ็กส์แรงๆที่ขายได้) กับการวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายอำนาจ (ศาสนา กองทัพ หรือผู้ชาย) บางครั้งแทบจะทำสองอย่างนั้นไปพร้อมๆกัน

Benedetta เป็นหนังที่มีอะไรมากกว่า “แม่ชีเลสเบียนมีเซ็กส์กัน” แต่ว่าเป็นหนังของผู้กำกับที่ยังคงมีพลังงานสำหรับการสร้างความวายป่วง เตลิดเปิดเปิง และตั้งคำถามหนักหน่วงกับสิ่งที่คนส่วนมากยึดมั่นถือมั่น คนทำหนังแบบนี้อยู่ยุโรปน่ะก็ดีแล้ว เพราะว่าถ้าหากอยู่ไทย คงจะไม่มีโอกาสได้สร้างภาพยนตร์สักเรื่องตลอดทั้งชีวิต